Social Commerce vs E-Marketplace ต่างกันอย่างไร

Social Commerce vs E-Marketplace ต่างกันอย่างไร?

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนหันมาใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์มากขึ้น ตัดสินใจซื้อของออนไลน์กันง่ายขึ้น ซึ่งยิ่งในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ “การขายของออนไลน์” นั้น เป็นโอกาสทองของการสร้างอาชีพที่มีรายได้ที่มั่นคง

ทั้งนี้ ในโลกของการขายของออนไลน์วันนี้ หากต้องการจะประสบความสำเร็จเราจะต้องรู้จักและทำความเข้าใจกับ 2 คำนี้ให้ดี นั่นก็คือคำว่า Social Commerce และ “E-Marketplace

Social Commerce คืออะไร

Social Commerce คืออะไร?

Social Commerce ถ้าแปลให้เข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ การซื้อขายสินค้ากันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ผ่านทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Line, Facebook, IG เป็นต้น

ซึ่งกระบวนการซื้อขาย จ่ายเงิน พูดคุยรายละเอียดทั้งหมด จะอยู่บนช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งปัจจุบันที่ผู้คนใช้งานโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก จึงทำให้การขายของแบบ Social Commerce นั้น มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

E-Marketplace คืออะไร

E-Marketplace คืออะไร?

E-Marketplace เปรียบได้กับตลาดนัด แต่เป็นตลาดนัดบนโลกออนไลน์ คือเป็นเว็บไซต์ หรือ แพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น ที่รวมเอาร้านค้าต่างๆ มาไว้อยู่รวมกันในที่เดียว ยกตัวอย่างเช่น Lazada และ Shopee ที่เป็นแพลตฟอร์ม  E-Marketplace  ขนาดใหญ่ของไทย

หรือแอปพลิเคชั่นอย่าง Food Panda และ Robinhood ก็ถือเป็น  E-Marketplace  เช่นกัน แต่เฉพาะเจาะจงไปว่าเป็นตลาดนัดออนไลน์สำหรับร้านค้าที่ขายอาหาร และเครื่องดื่มเท่านั้น

Social Commerce Vs Marketplace อะไรดีกว่ากัน?

แม้ Social Commerce กับ  E-Marketplace จะเป็นช่องทางในการขายของออนไลน์เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่ที่ Social Commerce จะเป็นการขายของออนไลน์ในลักษณะ ร้านๆ เดียว นำเสนอสินค้าให้กับลูกค้า

แต่  E-Marketplace จะเหมือนเป็นห้างสรรพสินค้า ที่มีร้านค้าหลายๆ ร้านให้ลูกค้าได้เลือก Shopping ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบข้อดีที่เป็นจุดเด่นของ Social Commerce Vs E-Marketplace ได้ดังต่อไปนี้

ข้อดีของ Social Commerce 

  • พูดคุยสื่อสารกับลูกค้าได้สะดวก และ Realtime กว่า ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้ง่ายกว่า
  • สามารถสร้างผู้ติดตาม เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายกว่า เช่นการใช้เพจเฟสบุคสร้าง Content นำเสนอขายสินค้า ทำโฆษณา เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ลูกค้าเกิดความสนใจสั่งซื้อ
  • มีขั้นตอนในการเข้าถึง และสั่งซื้อที่ง่ายกว่า คือสามารถสั่งซื้อสอบถามรายละเอียดสินค้าได้เลยทันทีในขณะที่เล่นโซเชียลมีเดียอยู่ ไม่ต้องออกไปเข้าแอป หรือเว็บไซต์ เพื่อเสิร์ชหาสินค้า

ข้อดีของ E-Marketplace

  • เป็นแหล่งรวมสินค้าหลากหลายชนิด เหมือนห้าง ที่ดึงดูดผู้คนให้เข้าไปเยี่ยมชม ทำให้เมื่อเรานำของไปวางขาย ก็ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยทำการตลาดมากนัก เพราะ  E-Marketplace จะดึงลูกค้ามาหาเราเอง แต่ทั้งนี้ สินค้าเราก็ต้องน่าสนใจ เพราะอย่าลืมว่ามีคู่แข่งร้านอื่นๆ อยู่ในห้างเดียวกับเราด้วยเช่นกัน
  • เปิดร้านได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนสร้างเว็บ หรือทำร้านค้าออนไลน์เอง ใช้รูปแบบร้านค้าในแพลตฟอร์มของ  E-Marketplace ได้เลย ทำให้ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายและแรงงานไปได้มาก
  • เกิดการเปรียบเทียบข้อดี ข้อเด่น ของสินค้าประเภทเดียวกันได้ง่าย ลูกค้าสามารถเลือกตัดสินใจซื้อได้ง่าย ซึ่งถ้าสินค้าเรามีคุณภาพ ราคาดีจริงๆ จะมีโอกาสขายได้ง่ายมากกว่า การขายด้วย Social Commerce เพราะ เมื่อลูกค้าเห็นสินค้าเราบน Social Commerce แล้ว ก็อาจจะต้องไปเปรียบเทียบราคา คุณภาพกับที่อื่นอีก ซึ่งสุดท้ายอาจกลับมาหาร้านเราไม่เจอ และพลาดการซื้อขายไปในที่สุด

โดยภาพรวมของ Social Commerce Vs E-Marketplace นั้น ล้วนมีข้อดีเด่นกันคนแบบ ถ้าถามว่าหากต้องการขายของออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จควรขายรูปแบบไหนดี

คำตอบคือ ทั้ง 2 รูปแบบ เหมือนเราเปิดหน้าร้านค้าเองด้วย แบบ Social Commerce เป็นการขายเชิงรุก ที่ทำโฆษณา ทำ Content ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้เอง

ในขณะเดียวกัน ก็ไปเปิดสาขาร้านค้าใน  E-Marketplace  ด้วย เพื่อเพิ่มช่องทางการขาย เป็นการขายแบบตั้งรับ รองรับลูกค้าที่เข้ามาเลือกซื้อของเอง ซึ่งเมื่อเรามีช่องทางการขายหลายช่องทางโอกาสประสบความสำเร็จขายได้ดี ก็ยิ่งมีมากขึ้น

Quick Service

จะ Social Commerce หรือ E-Marketplace ก็ทำกำไรได้มากขึ้นเป็นพิเศษ เมื่อใช้บริการ Quick Service

ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจขายของออนไลน์ในรูปแบบของ Social Commerce หรือเปิดร้านบน E-Marketplace  สุดท้ายเมื่อมีลูกค้าสั่งออร์เดอร์ ก็จำเป็นต้องส่งพัสดุด่วนถึงลูกค้าอยู่ดี

ซึ่งการจัดส่งพัสดุนั้น ถือเป็นต้นทุนหลักสำคัญ ที่หากควบคุมไม่ดีก็จะมีกำไรน้อยลงหรือถึงขั้นขาดทุนได้ นั่นเองที่ทำให้การเลือกใช้บริการที่ Quick Service ตอบโจทย์ เพราะมีข้อดี ดังต่อไปนี้

  • ใช้ระบบจัดส่งพัสดุของไปรษณีย์ไทยและเคอรี่ ที่น่าเชื่อถือ ปลอดภัย และส่งไวได้ทั่วไทยทั่วโลก
  • มีโปรโมชั่นพิเศษค่าส่งเหมาๆ แบบประหยัดให้ใช้ ช่วยลดต้นทุนค่าส่งได้ดี
  • มีบริการห่อพัสดุฟรี ทำให้ประหยัดเวลาในการจัดส่ง
  • พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ขายของบน  E-Marketplace  มาฝากส่งพัสดุได้ฟรี เพราะ Quick Service เป็นจุด Drop Off ของ Lazada, Shopee
  • มีกล่องพัสดุ และอุปกรณ์แพ็คเกจจิ้งจำหน่ายในราคาส่ง ทำให้แม่ค้าพ่อค้าออนไลน์ที่ต้องส่งพัสดุจำนวนมากลดต้นทุนค่ากล่องลงได้ กำไรจึงเพิ่มขึ้น

Quick Service คือ แฟรนไชส์จัดส่งพัสดุด่วน พ่วงรานสารพัดบริการ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะขายแบบ Social Commerce หรือ เปิดร้านบน E-Marketplace  ซึ่งหากมีปริมาณจัดส่งพัสดุเป็นจำนวนมาก ก็สามารถเลือกใช้บริการไปรับพัสดุถึงที่ร้านหรือที่บ้านได้อีกด้วย

ปัจจุบันมีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จำนวนไม่น้อย เลือกที่จะเปิด Quick Service เป็นของตัวเองเลย เพราะจะทำให้ลดต้นทุนค่าจัดส่งได้มากขึ้น มีกำไรมากขึ้น มีรถพัสดุมารับพัสดุไปส่งให้ทุกวัน จึงประหยัดเวลาและทำงานสะดวกขึ้น

ทั้งยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการจัดส่งพัสดุให้คนทั่วไป และให้บริการในช่องทางอื่นๆ อีก จึงทำให้มีรายได้ที่มั่นคง และมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น

เปิดรับแฟรนไชส์ทั่วประเทศ

เพียง 1 ชุมชน 1 สาขาเท่านั้น

สนใจเปิดร้านโทร.

0639656965 (ชาตรี)

ไลน์ : https://line.me/ti/p/i21dRwuyW5

0860916872 ชัยนนท์

ไลน์ : https://line.me/ti/p/SF_MHDQObO

0646428162 อภิเชษฐ์

ไลน์ : https://line.me/ti/p/Yx3lOCgC3V

บทความที่เกี่ยวข้อง

จุดให้บริการสำหรับ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) แบบครบวงจร ตอบโจทย์คนขายของออนไลน์ ด้วย 5 บริการหลัก 1)บริการจัดส่งพัสดุ(Delivery Service) เราให้บริการจัดส่งสินค้า โดยจับมือกับ 2 พันธมิตร คือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด Logistic อันดับ 1 ของไทย และ Kerry Express ผู้ให้บริการส่งพัสดุด่วน ที่เป็นอันดับ 1 ในใจ คนขายออนไลน์ เปิดให้บริการรับส่งพัสดุทั่วไทยและทั่วโลก

ส่งของที่เคอรี่ 19 บาท